<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>sinya</title>
	<atom:link href="http://sinya.familysiam.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sinya.familysiam.com</link>
	<description>๋JustBlog</description>
	<lastBuildDate>Tue, 28 Jul 2009 08:48:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.3</generator>
		<item>
		<title>วัคซีน สำหรับ ผู้เดินทาง ไปต่างประเทศ</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 06:54:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[ฉีดวัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน สำหรับ ผู้เดินทาง ไปต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ไปต่างประเทศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=244</guid>
		<description><![CDATA[วัคซีนสำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศ ในปัจจุบันนี้การเดินทางไปต่างประเทศบางประเทศ มีความจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้นๆ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อโรคที่มักระบาดในแต่ละประเทศ หรือระบาดในช่วงเทศกาลของบางประเทศ ซึ่งในปัจจุบันนี้วัคซีนที่มีความจำเป็นต้องฉีดก่อนไปต่างประเทศมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง (Yellow Fever) เราจะฉีดวัคซีนเมื่อไร วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง (Yellow Fever) ผู้ที่ควรจะต้องฉีด คือ ผู้ที่จะเดินทางไปทางทวีปอเมริกาใต้มี 10 ประเทศ และผู้ที่จะเดินทางไปทวีปแอฟริกามี 32 ประเทศ ซึ่งเป็นเขตที่มีโรคไข้เหลืองระบาด การฉีดวัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้าควรฉีดก่อนออกเดินทาง 10 วัน ฉีด 1 เข็มและวัคซีนนี้จะให้ภูมิคุ้มกันโรคได้นาน 10 ปี วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ผู้ที่ต้องฉีดคือผู้ที่จะเดินทางไปแสวงบุญ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย (ประกอบพิธีฮัจย์) เพราะในระหว่างการทำฮัจย์ โรคที่ระบาดมากคือ โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไข้กาฬหลังแอ่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นจะฉีด 1 เข็มซึ่งทางประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้ออกกฏให้ผู้เดินทางเข้าประเทศต้องแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโรคกาฬหลังแอ่น ที่ได้รับการฉีดแล้วไม่น้อยกว่า 10 วัน และไม่เกิน 2 ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วัคซีนสำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศ</p>
<p>ในปัจจุบันนี้การเดินทางไปต่างประเทศบางประเทศ มีความจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้นๆ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อโรคที่มักระบาดในแต่ละประเทศ หรือระบาดในช่วงเทศกาลของบางประเทศ ซึ่งในปัจจุบันนี้วัคซีนที่มีความจำเป็นต้องฉีดก่อนไปต่างประเทศมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง (Yellow Fever)</p>
<p>เราจะฉีดวัคซีนเมื่อไร<br />
วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง (Yellow Fever) ผู้ที่ควรจะต้องฉีด คือ ผู้ที่จะเดินทางไปทางทวีปอเมริกาใต้มี 10 ประเทศ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-246" src="http://sinya.familysiam.com/files/2009/07/map2.gif" alt="map2" width="390" height="380" /></p>
<p>และผู้ที่จะเดินทางไปทวีปแอฟริกามี 32 ประเทศ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-245" src="http://sinya.familysiam.com/files/2009/07/map1.gif" alt="map1" width="370" height="370" /></p>
<p>ซึ่งเป็นเขตที่มีโรคไข้เหลืองระบาด</p>
<p>การฉีดวัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้าควรฉีดก่อนออกเดินทาง 10 วัน ฉีด 1 เข็มและวัคซีนนี้จะให้ภูมิคุ้มกันโรคได้นาน 10 ปี</p>
<p>วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ผู้ที่ต้องฉีดคือผู้ที่จะเดินทางไปแสวงบุญ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย (ประกอบพิธีฮัจย์) เพราะในระหว่างการทำฮัจย์ โรคที่ระบาดมากคือ โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไข้กาฬหลังแอ่น</p>
<p>การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นจะฉีด 1 เข็มซึ่งทางประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้ออกกฏให้ผู้เดินทางเข้าประเทศต้องแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโรคกาฬหลังแอ่น ที่ได้รับการฉีดแล้วไม่น้อยกว่า 10 วัน และไม่เกิน 2 ปี เพราะวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นจะให้ภูมิคุ้มกันโรคได้นาน 2 ปี</p>
<p>การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ จะฉีด 1 เข็มและควรฉีดก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์ จึงจะสามารถป้องกันได้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่จะฉีดปีต่อปี</p>
<p>เราจะไปฉีดวัคซีนที่ไหนได้บ้าง</p>
<p>สถานที่ให้บริการฉีดวัคซีน</p>
<p>ห้องฉีดวัคซีน กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข โทร. 591-8393<br />
ที่ทำการแพทย์ตรวจคนเข้าเมือง ในบริเวณสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ถ.สาทร โทร. 286-5114<br />
ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าเรือกรุงเทพ คลองเตย โทร. 249-4110<br />
ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ดอนเมือง โทร. 535-1482<br />
ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โทร. 053-922-133<br />
ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ โทร. 074-251-548<br />
ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานภูเก็ต โทร. 076-351-1283<br />
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้<br />
สถานเสาวภา สภากาชาดไทย โทร. 252-0161-4<br />
กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร โทร. 247-50</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยาลดความอ้วน</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 06:47:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[ยาลดความอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[อ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอ้วน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=242</guid>
		<description><![CDATA[ยาลดความอ้วน ยาลดความอ้วนมีหลายชนิดครับ เช่น ก. ยากลุ่ม DEXFENFLURAMINE ยากลุ่มนี้ใช้ลดความอ้วนได้ดี แต่ก็มี ข้อห้ามใช้ ในรายที่เป็นต้อหิน หรือคนไข้ที่สภาพจิตซึมเศร้า โรคจิตบางประเภท พวกติดเหล้า หรือคนไข้ตั้งครรภ์ พวกที่มีโรคตับ โรคไต โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ พวกเป็นลมหน้ามืด หรือพวกมีเจ็บหน้าอกร่วมกับใจสั่น ผลข้างเคียง ของยากลุ่มนี้ก็คือ รับประทานแล้วอาจจะเกิดคอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ซึม เพลีย บางรายมีอาการวิตกกังวล กระวนกระวาย บางรายก็ท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน ข. ยากลุ่ม DIETHYLPROPION ยากลุ่มนี้มี ข้อห้ามใช้ ในรายที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และโรคหลอดเลือด ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงมาก บางรายก็เกิดอาการซึม กระตุ้นประสาทส่วนกลาง บางรายกดการหายใจ บางรายหมดสติ COMA บางรายคอแห้ง ปากแห้ง ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ค. ยากลุ่ม PHENTERMINE RESIN กลุ่มนี้ใช้ลดความอ้วน แต่ก็มี ข้อห้ามใช้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ยาลดความอ้วน </p>
<p>ยาลดความอ้วนมีหลายชนิดครับ เช่น </p>
<p>ก. ยากลุ่ม DEXFENFLURAMINE ยากลุ่มนี้ใช้ลดความอ้วนได้ดี แต่ก็มี </p>
<p>ข้อห้ามใช้ ในรายที่เป็นต้อหิน หรือคนไข้ที่สภาพจิตซึมเศร้า โรคจิตบางประเภท พวกติดเหล้า หรือคนไข้ตั้งครรภ์ พวกที่มีโรคตับ โรคไต โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ พวกเป็นลมหน้ามืด หรือพวกมีเจ็บหน้าอกร่วมกับใจสั่น </p>
<p>ผลข้างเคียง ของยากลุ่มนี้ก็คือ รับประทานแล้วอาจจะเกิดคอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ซึม เพลีย บางรายมีอาการวิตกกังวล กระวนกระวาย บางรายก็ท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน</p>
<p>ข. ยากลุ่ม DIETHYLPROPION ยากลุ่มนี้มี</p>
<p>ข้อห้ามใช้ ในรายที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และโรคหลอดเลือด </p>
<p>ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงมาก บางรายก็เกิดอาการซึม กระตุ้นประสาทส่วนกลาง บางรายกดการหายใจ บางรายหมดสติ COMA บางรายคอแห้ง ปากแห้ง ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ</p>
<p>ค. ยากลุ่ม PHENTERMINE RESIN กลุ่มนี้ใช้ลดความอ้วน แต่ก็มี</p>
<p>ข้อห้ามใช้ ในรายที่มีโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหลอดเลือดในสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคต้อหิน </p>
<p>ผลข้างเคียง ของยากลุ่มนี้จะทำให้เกิดใจสั่น หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ปากแห้ง ลมพิษ หมดความรู้สึกทางเพศ</p>
<p>ง. ยากลุ่ม PHENYLPROPANOLAMINE ยากลุ่มนี้มี</p>
<p>ข้อห้ามใช้ ในรายที่มีความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ คอหอยพอกเป็นพิษ เนื้องอกต่อมหมวกไต เบาหวาน ตาเป็นต้อหิน ต่อมลูกหมากโต ลมบ้าหมู หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่กำลังให้นมบุตร </p>
<p>ผลข้างเคียง ของยากลุ่มนี้ ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูกหรือท้องถ่าย คอแห้ง ลิ้นรับรสผิดไป วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น ผื่นคันตามตัว ปัสสาวะผิดปกติ เจ็บหน้าอก หมดความรู้สึกทางเพศ</p>
<p>เท่าที่กล่าวถึงยาลดความอ้วนมา 4 กลุ่มนี้ ท่านจะเห็นได้ว่าการซื้อมารับประทานสุ่มสี่สุ่มห้า อาจจะเป็นอันตรายกับท่านได้ เมื่อมีปัญหาเรื่องความอ้วน ถ้าอยากลดก็ควรปรึกษาแพทย์ทางด้านลดความอ้วนโดยเฉพาะ จะเป็นการดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด ส่วนเรื่องกางเกงลดความอ้วน ที่มีโฆษณาอยู่นั้นคิดว่าคงจะไม่ได้ผลหรอกครับ อาจจะเป็นเพียงคำโฆษณา หากต้องการลดความอ้วนจริงๆ ขอให้ตั้งใจจริงๆ ด้วยการบริโภคอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำๆ เช่น ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ควบคุมอาหารประเภทแป้ง หวาน และอาหารไขมันให้ดี อย่าบริโภคมากนัก แล้ว หาเวลาว่างใน 1 วัน ออกกำลังกายวันละสัก 15 นาที ให้มีเหงื่อออก ทำอย่างนี้ได้ทุกวันๆ ก็คงจะลดความอ้วน ได้สมใจเองหล่ะครับ ดีกว่าไปซื้อกางเกงที่เขาโฆษณามานุ่งเพื่อลดความอ้วนเป็นไหนๆ </p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์<br />
น.พ.ครรชิต อมาตยกุล </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>11</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยาเคลือบกระเพาะอาหาร</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 04:47:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[ยาเคลือบกระเพาะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[โรคทางเดินอาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=240</guid>
		<description><![CDATA[ยาเคลือบกระเพาะอาหาร ยาเคลือบกระเพาะอาหารคืออะไร : ยาเคลือบกระเพาะ หรือชาวบ้านมักเรียกสั้นๆ ว่า ยาเคลือบ หมายถึงยาหรือสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นด่างเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปมันจะทำปฎิกิริยากับกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ทำให้ภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารเจือจางลง มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ โดยทั่วไปฤทธิ์การลดกรดของยาชนิดน้ำจะแรงกว่าชนิดเม็ด แต่ยาชนิดเม็ดก็ให้ความสะดวกในการพกติดตัวและรับประทาน อย่างไรก็ตามยาที่ดีควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ราคาถูก ออกฤทธิ์เร็ว ออกฤทธิ์อยู่ได้นาน ถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้น้อย รสชาติดี ปัจจุบันนี้ ยาเคลือบกระเพาะอาหารที่ดี และมีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ และแมกนีเซียมไฮดร๊อกไซด์ในสัดส่วนต่างๆ กัน แล้วแต่ยี่ห้อ ยาเคลือบมักใช้ในการรักษาอาการปวดท้องที่เกิดจากโรค กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น รวมทั้งโรคของหลอดอาหารส่วนปลายด้วยได้แก่ แผลในกระเพาะอาหาร, แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น และแผลที่เกิดขึ้นบริเวณหลอดอาหารส่วนปลาย ยาเคลือบ อาจใช้ได้ในคนที่เป็นโรคหลอดอาหารอักเสบ, กระเพาะอักเสบ และลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ ยาเคลือบ อาจใช้ร่วมกับยาแก้ปวด ยาแก้ไข้ ยาแก้ไขข้ออักเสบ เพื่อลดการระคายของยาดังกล่าวต่อกระเพาะ ยาเคลือบกระเพาะอาหารทุกชนิดควรให้รับประทาน 1 ชั่วโมงหลังทานอาหารเสร็จ เพราะจะทำให้ยาเคลือบมีฤทธิ์อยู่ในกระเพาะนานขึ้น คือ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าให้ยาเคลือบรับประทานก่อนอาหาร ยาเคลือบจะมีฤทธิ์อยู่ในกระเพาะอาหารเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการแน่นท้องมากเราอาจให้ยาบ่อยขึ้นได้ คือ อาจให้ยารับประทานทุก 2 ชั่วโมง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ยาเคลือบกระเพาะอาหาร </p>
<p>ยาเคลือบกระเพาะอาหารคืออะไร : ยาเคลือบกระเพาะ หรือชาวบ้านมักเรียกสั้นๆ ว่า ยาเคลือบ หมายถึงยาหรือสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นด่างเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปมันจะทำปฎิกิริยากับกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ทำให้ภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารเจือจางลง มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ โดยทั่วไปฤทธิ์การลดกรดของยาชนิดน้ำจะแรงกว่าชนิดเม็ด แต่ยาชนิดเม็ดก็ให้ความสะดวกในการพกติดตัวและรับประทาน อย่างไรก็ตามยาที่ดีควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ </p>
<p>ราคาถูก<br />
ออกฤทธิ์เร็ว<br />
ออกฤทธิ์อยู่ได้นาน<br />
ถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้น้อย<br />
รสชาติดี<br />
ปัจจุบันนี้ ยาเคลือบกระเพาะอาหารที่ดี และมีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ และแมกนีเซียมไฮดร๊อกไซด์ในสัดส่วนต่างๆ กัน แล้วแต่ยี่ห้อ ยาเคลือบมักใช้ในการรักษาอาการปวดท้องที่เกิดจากโรค กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น รวมทั้งโรคของหลอดอาหารส่วนปลายด้วยได้แก่</p>
<p>แผลในกระเพาะอาหาร, แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น และแผลที่เกิดขึ้นบริเวณหลอดอาหารส่วนปลาย<br />
ยาเคลือบ อาจใช้ได้ในคนที่เป็นโรคหลอดอาหารอักเสบ, กระเพาะอักเสบ และลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ<br />
ยาเคลือบ อาจใช้ร่วมกับยาแก้ปวด ยาแก้ไข้ ยาแก้ไขข้ออักเสบ เพื่อลดการระคายของยาดังกล่าวต่อกระเพาะ<br />
ยาเคลือบกระเพาะอาหารทุกชนิดควรให้รับประทาน 1 ชั่วโมงหลังทานอาหารเสร็จ เพราะจะทำให้ยาเคลือบมีฤทธิ์อยู่ในกระเพาะนานขึ้น คือ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าให้ยาเคลือบรับประทานก่อนอาหาร ยาเคลือบจะมีฤทธิ์อยู่ในกระเพาะอาหารเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการแน่นท้องมากเราอาจให้ยาบ่อยขึ้นได้ คือ อาจให้ยารับประทานทุก 2 ชั่วโมง</p>
<p>ขนาดของยา ที่ให้ประมาณ 15-30 ซีซี หรือ 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วแต่ชนิดของยาเคลือบ ส่วนยาเคลือบที่เป็นเม็ดนั้นกรรมวิธีของการเตรียมยา จะทำให้ฤทธิ์ของยาลดลง เพราะฉะนั้นยาเม็ดควรจะใช้ในขนาดสูงกว่ายาน้ำ</p>
<p>ข้อระวังการใช้ยา : ยาเคลือบทุกชนิดจะมีเกลือ หรือโซเดียมอยู่ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและต้องให้งด หรือลดของเค็ม หรือเกลือจะต้องระมัดระวังในการให้ยาตัวนี้ เช่น ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคตับ, โรคไต ก็ควรจะให้ยาเคลือบชนิดที่มีสารโซเดียมผสมอยู่น้อย</p>
<p>ยาเคลือบจำพวกแมกนีเซียม นอกจากเป็นยาเคลือบแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายด้วย จึงไม่ควรใช้ในรายที่มี ธาตุอ่อนเพราะจะทำให้เกิดอาการท้องเสีย แต่ถ้าในรายที่ท้องผูกหรือธาตุแข็งยาที่มีแมกนีเซียมผสมอยู่มากๆ จะได้ผลดี เพราะจะทำให้ผู้ป่วยหายท้องผูกด้วย </p>
<p>ส่วนยาที่สารอลูมิเนียมผสมอยู่ มักจะทำให้เกิดอาการท้องผูก จึงใช้ได้ดีในรายที่ธาตุอ่อน ยาเคลือบยังทำให้ยาอื่นบางชนิดถูกดูดซึมน้อยลง</p>
<p>ไม่ควรรับประทานยาอื่นๆ พร้อมกับยาเคลือบ เพราะจะทำให้ยาเหล่านั้นถูกดูดซึมน้อยลงจึงมีฤทธิ์น้อยลงด้วย จึงควรรับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหาร โดยการวินิจฉัยของแพทย์ซึ่งจะต้องรักษาร่วมกับโรคอื่นๆ</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์<br />
น.พ. เจริญ มีนสุข<br />
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหาร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณภาพ มาตรฐานของยา และการเก็บรักษายา</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 04:44:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[การเก็บรักษายา]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพ มาตรฐานของยา และการเก็บรักษายา]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐานของยา]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[อายุของยา]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บรักษายาอย่างไร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=237</guid>
		<description><![CDATA[คุณภาพ มาตรฐานของยา และการเก็บรักษายา ในการผลิตยาแต่ละครั้ง จำเป็นต้องมีการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของยา เพื่อให้แน่ใจว่ายาที่ผลิตได้มีคุณภาพเป็นประโยชน์ และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค การตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของยา มีหลักดังนี้ มีส่วนผสมและตัวยาถูกต้องตามตำรับที่กำหนด ปราศจากสารปนเปื้อน มีปริมาณตัวยาตรงตามที่ระบุในตำรับ มีความคงตัว สามารถแตกตัว ละลาย และดูดซึมเพื่อออกฤทธิ์ในร่างกายได้ ปราศจากอันตรายจากอาการข้างเคียง ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของยา การเลือกซื้อยา ควรเลือกซื้อจากบริษัทที่เชื่อถือได้ เนื่องจากความบริสุทธิ์ของยามีความจำเป็นต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ยา ปริมาณสารปนเปื้อน แม้มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้ การตั้งตำรับยาพบว่า - ยาบางชนิดถ้าอยู่ในรูปของเกลือ จะมีความคงตัวดีกว่าในรูปอื่น การละลายน้ำจะดี การดูดซึมยาจะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว - ยาบางชนิดคงตัวได้ดีในกรด การตั้งตำรับจึงจำเป็นต้องปรับสภาพสารละลายให้เป็นกรดด้วย ขบวนการผลิต - ผลิตยา 2 ชนิดในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน ทำให้มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนของยาทั้ง 2 ตำรับได้ - ยาที่มีสีและภาชนะบรรจุที่เหมือนกัน ควรปิดฉลากทันทีที่บรรจุเสร็จ - ยาน้ำแขวนละอองบางชนิด การปั่นด้วนความเร็วที่ไม่ถึงกำหนดอาจทำให้ยาเข้ากันไม่ดี และบางส่วนเกิดการตกตะกอนออกมา ยาปลอม เป็นยาหรือวัสดุที่ทำเทียมทั้งหมด ยาที่แสดงว่าเป็นยาอื่น หรือ แสดง เดือน , [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณภาพ มาตรฐานของยา และการเก็บรักษายา </p>
<p>ในการผลิตยาแต่ละครั้ง จำเป็นต้องมีการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของยา เพื่อให้แน่ใจว่ายาที่ผลิตได้มีคุณภาพเป็นประโยชน์ และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค</p>
<p>การตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของยา มีหลักดังนี้</p>
<p>มีส่วนผสมและตัวยาถูกต้องตามตำรับที่กำหนด<br />
ปราศจากสารปนเปื้อน<br />
มีปริมาณตัวยาตรงตามที่ระบุในตำรับ<br />
มีความคงตัว<br />
สามารถแตกตัว ละลาย และดูดซึมเพื่อออกฤทธิ์ในร่างกายได้<br />
ปราศจากอันตรายจากอาการข้างเคียง<br />
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของยา</p>
<p>การเลือกซื้อยา ควรเลือกซื้อจากบริษัทที่เชื่อถือได้ เนื่องจากความบริสุทธิ์ของยามีความจำเป็นต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ยา ปริมาณสารปนเปื้อน แม้มีปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้</p>
<p>การตั้งตำรับยาพบว่า</p>
<p>- ยาบางชนิดถ้าอยู่ในรูปของเกลือ จะมีความคงตัวดีกว่าในรูปอื่น การละลายน้ำจะดี การดูดซึมยาจะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว<br />
- ยาบางชนิดคงตัวได้ดีในกรด การตั้งตำรับจึงจำเป็นต้องปรับสภาพสารละลายให้เป็นกรดด้วย</p>
<p>ขบวนการผลิต<br />
- ผลิตยา 2 ชนิดในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน ทำให้มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนของยาทั้ง 2 ตำรับได้<br />
- ยาที่มีสีและภาชนะบรรจุที่เหมือนกัน ควรปิดฉลากทันทีที่บรรจุเสร็จ<br />
- ยาน้ำแขวนละอองบางชนิด การปั่นด้วนความเร็วที่ไม่ถึงกำหนดอาจทำให้ยาเข้ากันไม่ดี และบางส่วนเกิดการตกตะกอนออกมา</p>
<p>ยาปลอม</p>
<p>เป็นยาหรือวัสดุที่ทำเทียมทั้งหมด<br />
ยาที่แสดงว่าเป็นยาอื่น หรือ แสดง เดือน , ปี , ที่หมดอายุ ไม่ตรงตามจริง<br />
ยาที่แสดงชื่อ หรือ เครื่องหมายของผู้ผลิต หรือ สถานที่ตั้งของผู้ผลิต ไม่ตรงตามจริง<br />
ยาที่แสดงว่าเป็นยาตามตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งไม่ใช่ความจริง<br />
ยาที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน จากที่กำหนดไว้ในตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้<br />
ยาผิดมาตรฐาน</p>
<p>เป็นยาที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน โดยมีตัวยาสำคัในการออกฤทธิ์ อยู่ในปริมาณต่ำกว่าหรือสูงกว่า เกณฑ์กำหนดในสูตรตำรับ แต่ไม่ถึงร้อยละ 20<br />
เป็นยาที่ผลิตขึ้นผิดไปจากเกณฑ์ที่กำหนด ในตำรับยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ เช่น ความบริสุทธิ์ของตัวยา<br />
ตำรับยาที่รัฐมนตรีสั่งแก้ไขทะเบียนยา<br />
ยาเสื่อมคุณภาพ</p>
<p>ยาที่หมดอายุตามที่แสดงไว้ในฉลาก<br />
ยาที่เปลี่ยนสภาพจนมีลักษณะเช่นเดียวกับยาปลอม หรือยาผิดมาตรฐาน<br />
การช่วยให้ยามีความคงสภาพ ได้แก่ การเก็บรักษาอย่างถูกต้อง ตามที่ระบุไว้ในฉลากดังนี้</p>
<p>เก็บไว้ในที่มืด หมายถึงเก็บให้ห่างจากแสงแดด<br />
เก็บในที่เย็น หมายถึง เก็บไว้ในที่เย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้ ไกลจากความร้อน และอากาศที่อบ<br />
เก็บไว้ในตู้เย็น หมายถึง ให้เก็บในช่องธรรมดา (ถ้าไม่มีการระบุให้เก็บในช่องแช่แข็ง)<br />
ตัวอย่าง ยาที่เปลี่ยนสี , กลิ่น , รส เมื่อเสื่อมสภาพ หรือหมดอายุ ดังนี้</p>
<p>ยาเตตร้าซันคลีน ผงยาปกติมีสีเหลืองนวล เปลี่ยนเป็น สีคล้ำจนกระทั่งเป็นสีน้ำตาลแก่<br />
ยาพวกแอสไพริน เมื่อถูกความชื้น จะเกิดเกล็ดใส ๆ แหลม ๆ เกาะตามตัวยา มีกลิ่นเปรี้ยวฉุนมาก<br />
ยาวิตามินซี เมื่อถูกความชื้น สีจะคล้ำขึ้น<br />
ยาลดกรดชนิดน้ำ ถ้าเสียจะเห็นราขึ้น เขย่าขวดพบว่าตะกอนไม่กระจายตัว อาจเปลี่ยนสีและมีรสเปรี้ยว<br />
ยาพวกอีมัลชั่น หรือยาน้ำแขวนตะกอน เขย่าแล้วจะไม่เป็นเนื้อเดียวกัน<br />
ยาหยอดตา น้ำยาจะขุ่น และเมื่อหยอดตาจะรู้สึกแสบตามาก<br />
(ข้อมูลจากหนังสือคู่มือการใช้ยา)</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>ถาม-ตอบปัญหาการเก็บรักษายา</p>
<p>ถาม &#8211; เมื่อได้รับยาจากโรงพยาบาลไปแล้วจะเก็บยาไว้อย่างไร เพื่อสามารถเก็บยาได้นานขึ้น<br />
ตอบ &#8211; วิธีเก็บรักษายาโดยทั่วไป<br />
1. เก็บยาให้พ้นจากแสงแดด ความร้อน และพ้นมือเด็ก<br />
2. แยกเก็บยารับประทาน และยาใช้ภายนอก เพื่อป้องกันการหยิบยาผิด<br />
3. ภาชนะที่บรรจุยา หลังจากเปิดใช้ ควรปิดให้สนิททุกครั้ง<br />
4. ยาน้ำเชื่อม (Syrup) ไม่ควรเก็บในตู้เย็น เพราะอาจทำให้น้ำตาลตกผลึกได้<br />
5. ยาที่ระบุว่าเก็บในตู้เย็น ให้เก็บในช่องธรรมดา อย่าเก็บในช่องแช่แข็ง<br />
6. ไม่ควรใช้ยาที่มีลักษณะของสี กลิ่น รส เปลี่ยนไปจากเดิม </p>
<p>ถาม &#8211; ยาแคปซูลที่ได้รับไป พอเก็บไว้นาน ๆ แคปซูลจะเริ่มนิ่ม จะเก็บยาอย่างไรดี จึงจะทำให้ยาอยู่ได้นาน<br />
ตอบ &#8211; ยาแคปซูลจะมีทั้งชนิดแข็งและชนิดอ่อน ทั้งสองชนิดจะมีเจลาตินเป็นองค์ประกอบ ซึ่งโดยปกติเจลาตินจะมีความคงตัวในอากาศที่มีความชื้นไม่สูงมากนัก ถ้าทิ้งแคปซูลในที่ที่มีความชื้นสูง แคปซูลจะดูดความชื้นและติดกัน แต่ในที่อากาศแห้งมาก แคปซูลจะเสียความชื้น ทำให้เปราะและหักง่าย ถ้าทิ้งแคปซูลในที่ร้อนจัด แคปซูลจะเยิ้มและเสียรูปได้ ดังนั้นควรเก็บยาที่เป็นแคปซูลในบริเวณที่ไม่ร้อนมาก หรือที่ชื้นมาก หรือใส่สารกันชื้นเช่น Silica gel ลงในภาชนะที่เก็บยาก็จะสามารถเก็บรักษายาได้นานขึ้น</p>
<p>ถาม &#8211; ยารับประทานของเด็กชนิดน้ำควรเก็บอย่างไร และเมื่อเปิดใช้แล้วจะมีอายุนานเท่าใด<br />
ตอบ &#8211; การเก็บรักษา<br />
ยาน้ำเชื่อม (Syrups) ควรเก็บในขวดที่ปิดสนิทกันแสงได้ และควรเก็บที่อุณหภูมิปกติห่างจากแสงแดด ไม่ควรเก็บในตู้เย็น เพราะอาจทำให้น้ำตาลตกผลึกได้<br />
อีลิกเซอร์ (Elixirs) ต้องปิดขวดให้แน่น และสามารถเก็บในตู้เย็นได้ เพราะมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าในยาน้ำเชื่อม<br />
- อายุของยา<br />
ยาปฏิชีวนะเมื่อผสมน้ำแล้วเก็บในตู้เย็นจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 7 &#8211; 10 วัน<br />
ยาน้ำเมื่อเปิดใช้แล้ว ให้สังเกตลักษณะของยาเมื่อเริ่มใช้ว่าสี กลิ่น รสเป็นอย่างไร เพราะการเปิดขวดจะทำให้ความคงตัวของยาลดลง ดังนั้นจะไม่สามารถระบุอายุของยาได้ ให้สังเกตจากสี กลิ่น รส และตะกอน ถ้าเปลี่ยนไปจากเดิมแสดงว่ายาเสื่อมสภาพแล้ว ไม่ควรนำมารับประทาน </p>
<p>ถาม &#8211; ยาที่ยังไม่ได้เปิดใช้ จะมีอายุอยู่ได้นานเท่าใด<br />
ตอบ &#8211; ยาทุกชนิดทั้งยาเม็ด ยาน้ำ และยาใช้ภายนอก จะมีอายุการใช้ยาระบุไว้โดยดูจากวันหมดอายุ (Exp.) ที่ระบุไว้ หรือถ้ากำหนดวันผลิต (Mfg.) ยาเม็ดจะมีอายุ 5 ปี ยาน้ำ 3 ปี และยาใช้ภายนอก 5 ปี นับจากวันผลิต แต่ยังขึ้นอยู่กับสถานที่เก็บยาด้วย ถ้าเก็บในที่ชื้น หรือมีแสงแดงอายุของยาจะสั้นลง</p>
<p>ถาม &#8211; ยาเม็ดจะเก็บอย่างไรถึงจะมีอายุได้นาน<br />
ตอบ &#8211; สำหรับยาเม็ดที่อยู่ใน foil จะมีความคงตัวอยู่แล้ว จึงเก็บยาในบริเวณที่ไม่ร้อนและชื้น ยาก็จะมีอายุได้นาน สำหรับยาเม็ดที่ไม่อยู่ใน foil ความคงตัวของยาจะน้อยกว่ายาที่อยู่ใน foil ดังนั้นควรเก็บในภาชนะที่กันแสง เพราะยาบางชนิดเมื่อโดนแสงจะทำให้เปลี่ยนสี และยาเสื่อมสภาพเร็ว</p>
<p>ถาม &#8211; ยาครีมเมื่อเก็บไว้นานๆ จะแห้งแข็งจะทำอย่างไรจึงจะเก็บยาไว้ใช้ได้นาน<br />
ตอบ &#8211; ยาครีมที่อยู่ในหลอดจะมีความคงตัวดีกว่ายาครีมที่อยู่ในตลับ ดังนั้นยาครีมที่อยู่ในหลอดก็เก็บในบริเวณที่ไม่โดนแสงและไม่ชื้นยาก็จะมีอายุได้นาน ยาครีมที่อยู่ในตลับ ถ้าเก็บไว้บริเวณที่อุณหภูมิสูง จะทำให้ความคงตัวของยาลดลง และเสียสภาพได้ง่ายเกิดการแห้งแข็ง ดังนั้นควรเก็บยาครีมที่อยู่ในตลับในบริเวณที่อุณหภูมิไม่สูงหรือในตู้เย็น  </p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์<br />
ศิวพร หว่างสิงห์<br />
หัวแผนกเภสัชกรรม </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>32</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นมเปรี้ยว</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 04:40:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[กิน นมเปรี้ยว อย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ทาน นมเปรี้ยว อย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[นมเปรี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[นมเปรี้ยว คืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำนม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำนมสด]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์ ของ นมเปรี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์จากนม]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อจุลินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[โยเกิร์ต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=235</guid>
		<description><![CDATA[นมเปรี้ยว นมเปรี้ยว เป็นน้ำนมหรือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ที่มีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เชื้อ แลกโต บาซิลลัส ที่ช่วยในการย่อยอาหาร และผลิตวิตามินเค และทำให้เกิดการหมักตัว มีความเปรี้ยวขึ้น น้ำนมที่นำมาใช้ทำนมเปรี้ยวนั้น มีทั้งเป็นน้ำนมสด และนมที่ได้สกัดเอามันเนยออก แล้วอาจมีการเติมสี กลิ่นรสชาติ เช่นเติมผลไม้เชื่อม หรือเติมรสส้ม องุ่น ลิ้นจี่ ฯลฯ ประเภทของนมเปรี้ยว นมเปรี้ยวที่วางขายในท้องตลาดมีหลายชนิดสามารถแบ่งได้ดังนี้ นมเปรี้ยวชนิดผง ดัดแปลงมาจากน้ำนมวัวธรรมดา และคงคุณค่าของสารอาหารในน้ำนมได้ ทั้งด้านดปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ แต่ผ่านกระบวนการหมัก จนเกิดกรดที่มีรสเปรี้ยวเสียก่อน จึงนำมาทำให้แห้งเป็นผง นมเปรี้ยวชนิดนี้ใช้สำหรับเด็ก โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโรคระบบทางเดินอาหารของเด็ก โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ทำโดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ หรือเชื้อราบางชนิด ตามธรรมชาติ ที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย ลงไปในนมและทิ้งไว้ให้เกิดการหมัก และเกิดรสเปรี้ยว ในอดีต การผลิตนมเปรี้ยวจะไม่มีการปรุงแต่งสี กลิ่น รส ต่อมาได้มีการพัฒนาดัดแปลงปรุงแต่ง เติมทั้ง สี กลิ่น รส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นมเปรี้ยว </p>
<p>นมเปรี้ยว เป็นน้ำนมหรือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ที่มีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เชื้อ แลกโต บาซิลลัส ที่ช่วยในการย่อยอาหาร และผลิตวิตามินเค และทำให้เกิดการหมักตัว มีความเปรี้ยวขึ้น น้ำนมที่นำมาใช้ทำนมเปรี้ยวนั้น มีทั้งเป็นน้ำนมสด และนมที่ได้สกัดเอามันเนยออก แล้วอาจมีการเติมสี กลิ่นรสชาติ เช่นเติมผลไม้เชื่อม หรือเติมรสส้ม องุ่น ลิ้นจี่ ฯลฯ </p>
<p>ประเภทของนมเปรี้ยว </p>
<p>นมเปรี้ยวที่วางขายในท้องตลาดมีหลายชนิดสามารถแบ่งได้ดังนี้ </p>
<p>นมเปรี้ยวชนิดผง ดัดแปลงมาจากน้ำนมวัวธรรมดา และคงคุณค่าของสารอาหารในน้ำนมได้ ทั้งด้านดปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ แต่ผ่านกระบวนการหมัก จนเกิดกรดที่มีรสเปรี้ยวเสียก่อน จึงนำมาทำให้แห้งเป็นผง นมเปรี้ยวชนิดนี้ใช้สำหรับเด็ก โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโรคระบบทางเดินอาหารของเด็ก<br />
โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ทำโดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ หรือเชื้อราบางชนิด ตามธรรมชาติ ที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย ลงไปในนมและทิ้งไว้ให้เกิดการหมัก และเกิดรสเปรี้ยว ในอดีต การผลิตนมเปรี้ยวจะไม่มีการปรุงแต่งสี กลิ่น รส ต่อมาได้มีการพัฒนาดัดแปลงปรุงแต่ง เติมทั้ง สี กลิ่น รส ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างกันหลายอย่างให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ตามพอใจ<br />
นมเปรี้ยวที่เป็นของเหลว มักจะทำมาจากนมขาดมันเนย และมีการเติมน้ำตาลลงไปเพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เจริยเติบโตได้ดี เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้มักจะเป็น แลกโต บาซิลลัส แล้วปล่อยให้เกิดการหมักและย่อยนมบางส่วนจนกระทั่งมีรสเปรี้ยว จึงนำออกมาจำหน่าย<br />
นมเปรี้ยวเทียม คือ น้ำนม ที่นำมาเติมกรดแลคติก หรือกรดอื่นๆ เพื่อทำให้เกิดรสเปรี้ยว โดยไม่ผ่านการหมัก หรือเติมจุลินทรีย์ใดๆ แล้วปรุงแต่งสี กลิ่น รส แล้วนำออกมาจำหน่าย ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องเก็บในที่ที่เย็น และสามารถเก็บได้นานกว่า นมเปรี้ยวธรรมดา<br />
สารอาหารที่ได้รับจากการบริโภคนมเปรี้ยวจะแตกต่างกันออกไปตามนมที่นำมาใช้ในการทำ โดยแยกตามปริมาณของไขมัน มี 3 ระดับคือ นมเปรี้ยวที่มีไขมันสูง จะมีไขมันประมาณ 3% ขึ้นไป นมเปรี้ยวไขมันต่ำ จะมีไขมันปริมาณ 1.5 &#8211; 3% และชนิดที่มีไขมันน้อยมาก<br />
 นอกจากนี้จะมีปริมาณโปรตีนประมาณ 12 &#8211; 18% ส่วนปริมาณคาร์โบไฮเดรทจะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการปรุงแต่งรส และมีปริมาณเหล็กและทองแดงต่ำมาก คุณค่าทางโภชนาการของนมเปรี้ยว จึงขึ้นอยู่กับชนิดของนมที่นำมาใช้ และปรุงแต่งลงไป ถ้าทำมาจากนมสด คุณค่าจะเท่ากับนมสด ถ้าทำมาจากหางนมที่ได้สกัดไขมันออกจะมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยลงไป จึงไม่ควรรับประทานนมเปรี้ยวเป็นอาหารหลัก<br />
การเลือกซื้อนมเปรี้ยว </p>
<p> การเลือกซื้อนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์ที่ควบคุม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคก่อนซื้อ ควรพิจารณาอ่านฉลาก ซึ่งต้องมีรายละเอียด คือ ชื่ออาหาร, เลขทะเบียน, ตำรับอาหาร, ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต, ปริมาณสุทธิ, ส่วนประกอบที่สำคัญ, วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันหมดอายุ, คำแนะนำในการเก็บรักษา และสิ่งเจือปน หรือเติมแต่งลงไป </p>
<p>คำแนะนำในการบริโภคนมเปรี้ยว </p>
<p> เนื่องจากนมเปรี้ยวเป็นผลิตภัณฑ์ที่เติมสารจุลินทรีย์เข้าไป จึงจำเป็นต้องเก็บในที่ๆมีอุณหภูมิที่ไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส และเก็บไว้ไม่เกิน 7 วัน และควรบริโภคให้หมดก่อนวันหมดอายุ หากเปิดภาชนะบรรจุแล้วบริโภคไม่หมดภายในวันเดียว ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และปิดผาให้มิดชิด<br />
 การสังเกตลักษณะของนมเปรี้ยวที่ดี คือ ถ้าเป็นนมเปรี้ยวที่เป็นน้ำ ต้องไม่มีตะกอนหรือลักษณะเป็นก้อนๆ ที่ก้นขวด หรือภาชนะบรรจุ ถ้าเป็นโยเกิร์ต จะต้องอยู่ในลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว กลิ่นและรสไม่ผิดไปจากปกติ (ยกเว้นกลิ่นและรสที่ปรุงแต่งลงไป)<br />
 การบริโภคนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต จะได้รับกรดแลคติก ที่เกิดจากการหมักตัวของจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสได้ดียิ่งขึ้น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย ที่กระเพาะมีปริมาณความเป็นกรดลดลง ทำให้อาหารไม่สามารถย่อยได้ดี การบริโภคนมเปรี้ยวจะช่วยปรับสภาพของกระเพาะอาหารให้เป็นกรดขึ้น และทำให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น รวมทั้งป้องกันไม่ให้เชื้อโรคตัวอื่นๆรุกล้ำเข้าไปในระบบย่อยอาหาร และนอกจากนี้จุลินทรีย์ที่เติมในนมเปรี้ยวยังมีส่วนช่วยในการขับถ่ายอีกด้วยและจากที่นมเปรี้ยวบางชนิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมสด และนำมาสกัดไขมันออก จึงมีบางคนเข้าใจว่า เป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ จึงใช้เป็นอาหารหลักในการลดน้ำหนัก ดังนั้นก่อนเลือกซื้อให้พิจารณาก่อนว่า การเลือกซื้อที่ปรุงแต่งเติมน้ำตาล และผลไม้ลงไป ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มพลังงานให้มากขึ้นด้วย แทนที่จะเป็นการลดน้ำหนัก ก้อาจจะเป็น การเพิ่มน้ำหนักโดยไม่ตั้งใจ<br />
 การบริโภคนมเป็นสิ่งที่ดี ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายครบถ้วน ดังนั้นการบริโภคนมเปรี้ยวจึงต้องพิจารณาวัตถุดิบที่นำมาผลิต รวมทั้งราคาเมื่อเทียบกับปริมาณของอาหาร และสารอาหารที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์อื่นๆในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ถ้าท่านคิดจะบริโภคเป็นอาหารว่าง เพื่อเป็นการเปลี่ยนรสชาติบ้างคงไม่เป็นไร </p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใยอาหาร Fiber</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-fiber/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-fiber/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 04:35:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[Fiber]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์ ของ ใยอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ใยอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ใยอาหาร Fiber]]></category>
		<category><![CDATA[ใยอาหารคืออะไร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[ใยอาหาร (Fiber) ใยอาหารคืออะไร เมื่อพูดถึงใยอาหาร หลายคนจะคิดถึงส่วนที่เป็นเส้นๆในฝักถั่ว หรือผักใบเขียวทั้งหลายที่มีเส้นแข็งๆ อยู่ในใบ แต่ใยอาหารที่เรากล่าวถึงนี้มีคุณสมบัติมากกว่านั้น ใยอาหารมีส่วนประกอบที่มาจากคาร์โบไฮเดรท แต่เป็นส่วนที่ร่างกายย่อยสลายไม่ได้และจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ประเภทของอาหารที่ให้ใยอาหารสูงแก่ร่างกาย ก็คือ อาหารประเภทถั่วทั้งชนิดฝักและเมล็ด ผัก ผลไม้ และข้าวซ้อมมือ (ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี) รวมถึงขนมปังโฮลวีท (ขนมปังแป้งสาลีที่ไม่ผ่านการขัดสี) ด้วยเช่นกัน ท่านทราบหรือไม่ว่า ใยอาหารนี้เอง ไม่เพียงแต่จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ที่จะลดน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่ใยอาหารสามารถเปลี่ยนชีวิตของทุกๆคนให้มีสุขภาพที่ดีด้วย ประโยชน์ของใยอาหาร อาหารต่างๆที่ให้ใยอาหารสูงนั้นจะทำให้คุณรับประทานอย่างอิ่มอร่อยได้เสมอ ด้วยเหตุผลต่างๆดังต่อไปนี้ คุณสามารถรับประทานอาหารประเภทนี้ในจำนวนที่มากขึ้นได้ โดยไม่ทำให้จำนวนแคลอรี่เพิ่มขึ้น เมื่อมีใยอาหารมากก็ต้องเคี้ยวอาหารนานขึ้น เมื่ออาหารอยู่ในปากนาน คุณจะรู้รสอาหารและอร่อยขึ้น เมื่ออาหารถูกกลืนลงสู่กระเพาะแล้ว ส่วนที่เรียกว่ารำข้าวก็จะดูดซับน้ำย่อยอาหารและน้ำลายที่คลุกเคล้าอยู่ในอาหาร ทำให้ขนาดอาหารพองตัวขึ้น คุณก็จะรู้สึกว่ากระเพาะเต็มและอิ่ม หากอาหารที่รับประทานนั้นมีเส้นใยมาก การย่อยอาหารในกระเพาะจะเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ใยอาหารจะมีส่วนประกอบของยางเหนียวและเพ็คติน ซึ่งจะไปช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาลกลูโคสในลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสโลหิตให้ช้าลง จึงช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างรวดเร็วเกินไป คุณสมบัติของเส้นใยเหล่านี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และภาวะของการมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำด้วย เพ็คตินและยางเหนียวในใยอาหารช่วยลดจำนวนไขมันและระดับของโคเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วย รวมทั้งช่วยป้องกันโรคหัวใจอีกด้วย เมื่ออาหารเคลื่อนจากลำไส้เล็กสู่ลำไส้ใหญ่ ใยอาหารจะช่วยให้การเคลื่อนตัวของอาหารผ่านลำไส้ใหญ่เร็วขึ้น ทำให้การดูดซึมสารอาหารบางอย่างเช่น ไนโตรเจน และไขมัน เข้าสู่ร่างกายน้อยลง เป็นการช่วยลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น ใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ป้องกันปัญหาของโรคภัยต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ใยอาหาร (Fiber) </p>
<p>ใยอาหารคืออะไร </p>
<p>เมื่อพูดถึงใยอาหาร หลายคนจะคิดถึงส่วนที่เป็นเส้นๆในฝักถั่ว หรือผักใบเขียวทั้งหลายที่มีเส้นแข็งๆ อยู่ในใบ แต่ใยอาหารที่เรากล่าวถึงนี้มีคุณสมบัติมากกว่านั้น </p>
<p>ใยอาหารมีส่วนประกอบที่มาจากคาร์โบไฮเดรท แต่เป็นส่วนที่ร่างกายย่อยสลายไม่ได้และจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ประเภทของอาหารที่ให้ใยอาหารสูงแก่ร่างกาย ก็คือ อาหารประเภทถั่วทั้งชนิดฝักและเมล็ด ผัก ผลไม้ และข้าวซ้อมมือ (ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี) รวมถึงขนมปังโฮลวีท (ขนมปังแป้งสาลีที่ไม่ผ่านการขัดสี) ด้วยเช่นกัน<br />
ท่านทราบหรือไม่ว่า ใยอาหารนี้เอง ไม่เพียงแต่จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ที่จะลดน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่ใยอาหารสามารถเปลี่ยนชีวิตของทุกๆคนให้มีสุขภาพที่ดีด้วย </p>
<p>ประโยชน์ของใยอาหาร </p>
<p>อาหารต่างๆที่ให้ใยอาหารสูงนั้นจะทำให้คุณรับประทานอย่างอิ่มอร่อยได้เสมอ ด้วยเหตุผลต่างๆดังต่อไปนี้ </p>
<p>คุณสามารถรับประทานอาหารประเภทนี้ในจำนวนที่มากขึ้นได้ โดยไม่ทำให้จำนวนแคลอรี่เพิ่มขึ้น<br />
เมื่อมีใยอาหารมากก็ต้องเคี้ยวอาหารนานขึ้น เมื่ออาหารอยู่ในปากนาน คุณจะรู้รสอาหารและอร่อยขึ้น<br />
เมื่ออาหารถูกกลืนลงสู่กระเพาะแล้ว ส่วนที่เรียกว่ารำข้าวก็จะดูดซับน้ำย่อยอาหารและน้ำลายที่คลุกเคล้าอยู่ในอาหาร ทำให้ขนาดอาหารพองตัวขึ้น คุณก็จะรู้สึกว่ากระเพาะเต็มและอิ่ม<br />
หากอาหารที่รับประทานนั้นมีเส้นใยมาก การย่อยอาหารในกระเพาะจะเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้รู้สึกอิ่มนาน<br />
ใยอาหารจะมีส่วนประกอบของยางเหนียวและเพ็คติน ซึ่งจะไปช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาลกลูโคสในลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสโลหิตให้ช้าลง จึงช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างรวดเร็วเกินไป คุณสมบัติของเส้นใยเหล่านี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และภาวะของการมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำด้วย<br />
เพ็คตินและยางเหนียวในใยอาหารช่วยลดจำนวนไขมันและระดับของโคเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วย รวมทั้งช่วยป้องกันโรคหัวใจอีกด้วย<br />
เมื่ออาหารเคลื่อนจากลำไส้เล็กสู่ลำไส้ใหญ่ ใยอาหารจะช่วยให้การเคลื่อนตัวของอาหารผ่านลำไส้ใหญ่เร็วขึ้น ทำให้การดูดซึมสารอาหารบางอย่างเช่น ไนโตรเจน และไขมัน เข้าสู่ร่างกายน้อยลง เป็นการช่วยลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น<br />
ใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ป้องกันปัญหาของโรคภัยต่างๆ เช่น โรคท้องผูก,โรคริดสีดวงทวาร และโรคของถุงน้ำดี เป็นต้น<br />
อาหารประเภทใยอาหารสูงจะมีสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ร่างกายจำเป็นต้องการได้รับ รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ต่างๆอยู่มากมาย ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้สารอาหารครบถ้วน<br />
อาหารต่างๆที่มีใยอาหารสูง เมื่อนำมาประกอบอาหารแล้วจะทำให้อาหารอร่อย ซึ่งส่วนใหญ่มีอยู่หลายชนิดในแถบทุกภูมิภาคในบ้านเรา </p>
<p>ร่างกายต้องการใยอาหารมากเพียงใด </p>
<p>ในเรื่องของจำนวนใยอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับนี้ ให้สังเกตง่ายๆจากการขับถ่ายอุจจาระซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่า ร่างกายของคุณได้รับใยอาหารที่เพียงพอหรือไม่นั่นคือ เมื่อร่างกายได้รับใยอาหารที่เพียงพอ อุจจาระจะมีลักษณะอ่อน เป็นก้อน ไม่เหลว ลอยน้ำได้ ถ้ารับประทานอาหารที่มีใยอาหารมาก จำนวนอุจจาระจะมากตาม เนื้อวัว และเนื้อสัตว์ทั้งหลาย เป็นอาหารที่ไม่มีเส้นใย ดังนั้นถ้าคุณกินเนื้อสัตว์แต่น้อย และรับประทานอาหารที่มีผักมาก เช่นอาหารมังสวิรัติ, อาหารเจ, อาหารชีวจิต หรือ อาหารแม็คโครไบโอติค มากเท่าใด คุณก็จะได้รับใยอาหารมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังช่วยลดไขมันในอาหาร โดยคุณควรจะงดอาหารทอดด้วย จึงจะช่วยลดน้ำหนัก และทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย </p>
<p>ลองดูเถิด แล้วคุณจะต้องชอบ </p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์<br />
โดย : </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-fiber/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>16</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>DHA ไขมันโอเมกา 3</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/dha-%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2-3/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/dha-%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2-3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 04:18:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[DHA]]></category>
		<category><![CDATA[DHA ไขมันโอเมกา 3]]></category>
		<category><![CDATA[โอเมกา 3]]></category>
		<category><![CDATA[ไขมันโอเมกา 3]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=226</guid>
		<description><![CDATA[ไขมันโอเมกา 3 (DHA) โรคหัวใจเป็นโรคที่น่ากลัว และในเมืองใหญ่ที่มักมีการบริโภคอาหารขัดสีจนขาวจนแทบไม่เหลือใยอาหาร มีไขมันสูงและรับประทานผักและผลไม้น้อย พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงมาก ประมาณ 20 ปีเศษที่ผ่านมา ชาวอเมริกันตายด้วยโรคหัวใจกันอย่างมหาศาล จึงได้มีการศึกษาสาเหตุกันอย่างมากมาย จากข้อมูลทางระบาดวิทยาในช่วงนั้นพบว่า ชาวญี่ปุ่นและชาวเอสกิโมที่รับประทานปลาทะเลกันมาก มีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยมาก และได้พบในเวลาต่อมาว่า ไขมันโอเมก้า &#8211; 3 เป็นตัวที่ช่วยทำให้ลดโอกาสของการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง [ATHEROSCLEROSIS] ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด [CORONARY HEART DISEASE] ไขมันโอเมก้า &#8211; 3 ถูกสังเคราะห์ในทะเลโดยแพลงตอน (แพลงตอนเป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อยู่ในทะเล) แพลงตอนเป็นอาหารพื้นฐานของสัตว์ต่าง ๆ ในทะเล ฉะนั้นจึงพบไขมันโอเมก้า &#8211; 3 ในสัตว์ทะเลทุกชนิด ไขมันโอเมก้า &#8211; 3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว ที่สำคัญมี 2 ตัว คือ - EPA [EICOSAPENTAENOIC ACID] และ -DHA [DECOSAHEXAENOIC ACID] [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไขมันโอเมกา 3 (DHA) </p>
<p>โรคหัวใจเป็นโรคที่น่ากลัว และในเมืองใหญ่ที่มักมีการบริโภคอาหารขัดสีจนขาวจนแทบไม่เหลือใยอาหาร มีไขมันสูงและรับประทานผักและผลไม้น้อย พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงมาก</p>
<p>ประมาณ 20 ปีเศษที่ผ่านมา ชาวอเมริกันตายด้วยโรคหัวใจกันอย่างมหาศาล จึงได้มีการศึกษาสาเหตุกันอย่างมากมาย จากข้อมูลทางระบาดวิทยาในช่วงนั้นพบว่า ชาวญี่ปุ่นและชาวเอสกิโมที่รับประทานปลาทะเลกันมาก มีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยมาก และได้พบในเวลาต่อมาว่า ไขมันโอเมก้า &#8211; 3 เป็นตัวที่ช่วยทำให้ลดโอกาสของการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง [ATHEROSCLEROSIS] ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด [CORONARY HEART DISEASE] </p>
<p>ไขมันโอเมก้า &#8211; 3 ถูกสังเคราะห์ในทะเลโดยแพลงตอน (แพลงตอนเป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อยู่ในทะเล) แพลงตอนเป็นอาหารพื้นฐานของสัตว์ต่าง ๆ ในทะเล ฉะนั้นจึงพบไขมันโอเมก้า &#8211; 3 ในสัตว์ทะเลทุกชนิด</p>
<p>ไขมันโอเมก้า &#8211; 3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว ที่สำคัญมี 2 ตัว คือ </p>
<p>- EPA [EICOSAPENTAENOIC ACID] และ -DHA [DECOSAHEXAENOIC ACID] </p>
<p>EPA มีประโยชน์ต่อหลอดเลือดแดงกล่าวคือ EPA ช่วยลดการสร้าง LDL [LOW DENSITY</p>
<p>LIPOPROTEIN] LDL เป็นตัวที่นำโคเลสเตอรอลจากตับไปยังเซลเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยทำให้การเกิดเป็นลิ่มของเลือดช้าลง ซึ่งจะสามารถลดการจับเกาะของเกร็ดเลือดในหลอดเลือดได้ ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ [TRIGLYCERIDE] และช่วยเพิ่ม HDL [HIGH DENSITY LIPOPROTEIN] HDL เป็นตัวนำโคเลสเตอรอลจากเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย ไปทิ้งที่ตับโดยเปลี่ยนเป็นกรดน้ำดี</p>
<p>DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า &#8211; 3 ที่มีความสำคัญต่อทารกและเด็กมาก โดย DHA มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเซลประสาทและสมอง ตลอดจนสำคัญต่อการพัฒนาสายตา และระบบสืบพันธุ์ของทารก และเด็ก ทารกในครรภ์ต้องการ DHA ในการสร้างเซลประสาทและสมองในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้น้ำนมลูกสามารถสร้างได้ในปริมาณน้อยแต่ก็เพียงพอ</p>
<p>ในปัจจุบันได้มีผู้นำความรู้ถึงประโยชน์ของไขมันโอเมก้า &#8211; 3 มาประยุกต์และพัฒนาอาหารให้มีโอเมก้า &#8211; 3 ที่มีเห็นจำหน่ายในเมืองไทยแล้วคือ ไข่ ได้มีการทำไข่ซึ่งเป็นแหล่งของโคเลสเตอรอล (ไข่ 1 ฟอง มีโคเลสเตอรอล ประมาณ 220 มิลลิกรัม โดยจะอยู่ในส่วนของไข่แดงเท่านั้น) ให้มีโคเลสเตอรอลน้อยลง แต่มีไขมันโอเมก้า &#8211; 3 เพิ่มแทน ได้เลี้ยงไก่ด้วยอาหารไก่ที่มีน้ำมันปลาสูง เลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ไก่จะให้ไข่ที่มีโอเมก้า &#8211; 3 จากการศึกษาในต่างประเทศได้ทำการทดลองในอาสาสมัครให้รับประทานไข่โอเมก้า &#8211; 3 พบว่าปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำกว่าผู้ที่รับประทานไข่ธรรมดา </p>
<p>แหล่งอาหารของไขมันโอเมก้า &#8211; 3 อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นคือ มาจากอาหารทะเล โดยเฉพาะพวกปลาทะเล เช่น ปลาซาดีน ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน ตลอดจนน้ำมันปลา</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์<br />
โดย :<br />
ณัฐชนก บุศยานนท์  </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/dha-%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เบต้า แคโรทีน ป้องกันมะเร็ง</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 04:15:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[Beta-Carotene]]></category>
		<category><![CDATA[Carotenoid]]></category>
		<category><![CDATA[Vitamin]]></category>
		<category><![CDATA[คริปโต แซนทิน]]></category>
		<category><![CDATA[อัลฟา แคโรทีน]]></category>
		<category><![CDATA[เบต้า]]></category>
		<category><![CDATA[เบต้า แคโรทีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=224</guid>
		<description><![CDATA[เบต้า แคโรทีน ป้องกันมะเร็ง เบต้า แคโรทีน(Beta-Carotene) เป็นสารที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอย (Carotenoid) ซึ่งเป็นรงควัตถุที่มีสีเหลืองถึงแดง เป็นสารต้นตอของวิตามินเอ (สารที่เมื่อเข้าสู่ ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ) ในธรรมชาติมีแคโรทีนอยู่มากกว่า 400 ชนิด ซึ่งมีอยู่ 50 ชนิดที่เป็นสารต้นตอของวิตามินเอ (Pro-Vitamin A) เช่น อัลฟา แคโรทีน, เบต้า แคโรทีน, แกมมา แคโรทีน, คริปโต แซนทิน (Crypto-xanthin) ในปัจจุบันพบว่า สารเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่ปอด และมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหาร (มะเร็งที่หลอดอาหาร, กระเพาะอาหาร, ลำไส้ใหญ่) มีข้อมูลทางระบาดวิทยาสนับสนุนมากมาย เช่น ในผู้ที่สูบบุหรี่ และบริโภคเบต้า แคโรทีนต่ำ และกลุ่มที่ผู้ที่สูบบุหรี่ และบริโภคเบต้า แคโรทีนสูง พบว่ากลุ่มแรกมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการเป็นมะเร็งปอดมากกว่ากลุ่มหลังถึง 7 เท่า เบต้า แคโรทีน ยับยั้งการเกิดมะเร็งได้อย่างไร มีคำอธิบาย 2 ข้อดังนี้ เบต้า แคโรทีน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เบต้า แคโรทีน ป้องกันมะเร็ง </p>
<p>เบต้า แคโรทีน(Beta-Carotene) เป็นสารที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอย (Carotenoid) ซึ่งเป็นรงควัตถุที่มีสีเหลืองถึงแดง เป็นสารต้นตอของวิตามินเอ (สารที่เมื่อเข้าสู่ ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ) ในธรรมชาติมีแคโรทีนอยู่มากกว่า 400 ชนิด ซึ่งมีอยู่ 50 ชนิดที่เป็นสารต้นตอของวิตามินเอ (Pro-Vitamin A) เช่น อัลฟา แคโรทีน, เบต้า แคโรทีน, แกมมา แคโรทีน, คริปโต แซนทิน (Crypto-xanthin) </p>
<p>ในปัจจุบันพบว่า สารเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่ปอด และมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหาร (มะเร็งที่หลอดอาหาร, กระเพาะอาหาร, ลำไส้ใหญ่) มีข้อมูลทางระบาดวิทยาสนับสนุนมากมาย เช่น ในผู้ที่สูบบุหรี่ และบริโภคเบต้า แคโรทีนต่ำ และกลุ่มที่ผู้ที่สูบบุหรี่ และบริโภคเบต้า แคโรทีนสูง พบว่ากลุ่มแรกมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการเป็นมะเร็งปอดมากกว่ากลุ่มหลังถึง 7 เท่า </p>
<p>เบต้า แคโรทีน ยับยั้งการเกิดมะเร็งได้อย่างไร </p>
<p>มีคำอธิบาย 2 ข้อดังนี้ </p>
<p>เบต้า แคโรทีน มีคุณสมบัติเป็นแอนตี้ อ๊อกซิแด๊น (Antioxidant) กล่าวคือ สามารถทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ (Free Radical) อนุมูลอิสระ เป็นอนุมูลที่หลงเหลือจากปฏิกิริยาทางเคมีชีวะภายในร่างกาย หรืออาจได้มาจากภายนอกร่างกาย เช่นสภาวะอากาศที่เป็นพิษ หรือการสูบบุหรี่ มันสามารถทำปฏิกิริยากับสารอื่นได้ดี และมีพลังงานสูง ทำให้อนุมูลอิสระสามารถทำลายผนังเซล และทำลายข้อมูลทางพันธุกรรมของเซลใน DNA และ RNA ทำให้เซลไม่สามารถควบคุมการแบ่งเซลให้เป็นไปตามปกติ และเซลจะเกิดการแบ่งตัวอย่างผิดปกติ เกิดเป็นโรคมะเร็งตามส่วนต่างๆของร่างกายขึ้น </p>
<p>เบต้า แคโรทีน สามารถกำจัดซิงเกล็ท อ๊อกซิเจน (Singlet Oxygen) ซึ่งเป็นอ๊อกซิเจนที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ร่างกายเราจะได้รับอ๊อกซิเจนจากการที่ผิวหนังได้รับแสงอุลตร้า ไวโอเล็ต (UV light)<br />
เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็ง การบริโภคอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนเป็นประจำสามารถช่วยได้ เบต้าแคโรทีน พบในอาหารประเภท ผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และ ส้ม ถึงแดง เช่น ผลไม้สุกต่างๆ แครอท ฟักทอง ข้าวโพด ขนุน มะเขือเทศ ตลอดจนผักเขียวเข้ม เช่น คะน้า บรอคคอลี่ เป็นต้น </p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์<br />
โดย :<br />
ณัฐชนก บุศยานนท์ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>21</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิตามินบี</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 04:12:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[CYANO COBALAMIN]]></category>
		<category><![CDATA[NIACIN]]></category>
		<category><![CDATA[PANGAMIC ACID]]></category>
		<category><![CDATA[PANTOTHENIC ACID]]></category>
		<category><![CDATA[PYRIDOXINE]]></category>
		<category><![CDATA[RIBOFLAIN]]></category>
		<category><![CDATA[THIAMINE]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามิน B]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามิน B6]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินบี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=222</guid>
		<description><![CDATA[วิตามินบี กลุ่มวิตามิน B มีหลายตัวดังนี้ 1. วิตามิน B1 คือ THIAMINE 2. วิตามิน B2 คือ RIBOFLAIN 3. วิตามิน B3 คือ NIACIN หรือ NICOTINIC ACID หรือ NIACINA MIDE 4. วิตามิน B5 คือ PANTOTHENIC ACID 5. วิตามิน B6 คือ PYRIDOXINE 6. วิตามิน B12 คือ CYANO COBALAMIN 7. วิตามิน B15 คือ PANGAMIC ACID วิตามิน B1 (THIAMINE) วิตามิน B1 มีมากในเมล็ดข้าวต่าง ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิตามินบี </p>
<p>กลุ่มวิตามิน B</p>
<p>มีหลายตัวดังนี้</p>
<p>1. วิตามิน B1 คือ THIAMINE<br />
2. วิตามิน B2 คือ RIBOFLAIN<br />
3. วิตามิน B3 คือ NIACIN หรือ NICOTINIC ACID หรือ NIACINA MIDE<br />
4. วิตามิน B5 คือ PANTOTHENIC ACID<br />
5. วิตามิน B6 คือ PYRIDOXINE<br />
6. วิตามิน B12 คือ CYANO COBALAMIN<br />
7. วิตามิน B15 คือ PANGAMIC ACID</p>
<p>วิตามิน B1 (THIAMINE)<br />
วิตามิน B1 มีมากในเมล็ดข้าวต่าง ๆ ที่ไม่ได้ขัดให้ขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวแดง ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู ตับ ถั่ว รำข้าว และยีสต์ที่ตายแล้ว</p>
<p>อาการเมื่อขาดวิตามิน B1 เริ่มจาก</p>
<p>เบื่ออาหาร นอนหลับยาก ความคิดสับสน สมองมึนงง อารมณ์แปรปรวน หากขาดรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการทางการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน ชาตามปลายมือปลายเท้า รุนแรงมากขึ้นอาจเป็นอัมพาต และโรคหัวใจวายได้</p>
<p>ประโยชน์ของวิตามิน B1 </p>
<p>ช่วยให้รู้สึกเจริญอาหาร<br />
ช่วยให้สมองไม่มึนงงไม่สับสนมองโลกในแง่ดี มีความคิดอ่านดี ให้พลังงานแก่ประสาท และสมองและการสร้างสารอะเซททิลโคลีน<br />
ช่วยให้ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อทำงานดีสัมพันธ์กัน<br />
ช่วยรักษาโรคเหน็บชา<br />
ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น<br />
ช่วยให้ไม่เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ<br />
สาเหตุที่ขาดวิตามิน B1 </p>
<p>รับประทานอาหารที่มีวิตามิน B1 ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ หรือรับประทานอาหารที่ไม่ใช่ วิตามินB<br />
รับประทาน อาหารคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้ร่างกายต้องใช้ วิตามิน B ไปมากในการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต จนร่างกายขาดวิตามิน B<br />
การหุงต้มอาหาร ในความร้อนนานเกินไปทำให้ วิตามิน B ความร้อนทำลาย<br />
ผู้สูงอายุ อาจจะมีการดูด ซึมวิตามิน B ไม่ดี<br />
ผู้ที่ดื่มสุรา เป็นอาจิณ ทำให้วิตามิน B ถูกแอลกอฮอล์ทำลายหมด และวิตามิน B ดูดซึมเข้าไปไม่ได้ </p>
<p>วิตามิน B2 (RIBOFLAVIN)<br />
อาหารที่มีวิตามิน B2 พบในอาหารประเภท</p>
<p>- เครื่องใน เช่น ตับ ไต (เซี่ยงจี๊)<br />
- น้ำนม และนมเปรี้ยว (โยเกิร์ต)<br />
- ผักใบเขียว และ ปลา</p>
<p>ประโยชน์ ของวิตามิน B2</p>
<p>- ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก<br />
- ช่วยให้ผมและเล็บ แข็งแรง และผิวหนังแข็งแรง<br />
- ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคต้อกระจก<br />
- ช่วยให้ระบบประสาท หู และตา ทำงานดี<br />
- ช่วยให้ไม่เกิดโรคปากนกกระจอก และแผลในปากเปื่อย<br />
- ช่วยไม่ให้เกิดแผลโคนลิ้น หรือลิ้นแตก </p>
<p>อาการของผู้ที่ขาดวิตามิน B2</p>
<p>- เกิดแผลแตกตรงมุมปากที่เรียกว่าแผลปากนกกระจอก<br />
- เกิดแผลในเยื่อช่องปากที่เรียกว่า แผลปากเปื่อย ซึ่งอาจจะเกิดแผลที่ลิ้น และลิ้นจะแดงแตก<br />
- เกิดตาระคายเคือง ขอบตาและหนังตาแห้งเป็นสะเก็ด ระคายเคือง<br />
- ผิวหนังรอบ ๆ รูจมูก และหน้าผากจะแห้งตกสะเก็ด</p>
<p>วิตามิน B3 (NIACIN)</p>
<p>อาหารที่มีวิตามิน B3 ได้แก่</p>
<p>- ตับวัว, หัวใจวัว, ไตวัว<br />
- เนื้อกระต่าย, ไก่งวง, ไก่เนื้อ<br />
- ปลาทูน่า แป้งสาลี่ที่บดทั้งเมล็ด<br />
- เมล็ดในดอกทานตะวัน, ถั่ว และยีสต์</p>
<p>อาการของผู้ที่ขาดวิตามิน B3</p>
<p>- เบื่ออาหารไม่ค่อยรู้รสอาหาร<br />
- ลิ้นแห้ง<br />
- ผิวหนังเป็นผื่นแดง ตกสะเก็ด เรียกว่าโรค PELLAGRA<br />
- อารมณ์แปรปรวน หลงๆ ลืมๆ สับสน ตกใจง่าย บางคนประสาทหลอน จิตใจหดหู่<br />
- บางคนจะมีความรู้สึก ท้องอืด ท้องอึดอัด<br />
- บางคนเดินทรงตัวไม่ไหว</p>
<p>ทางการแพทย์ได้มีการใช้วิตามิน B3 ผลิตเป็นยาในสภาพที่วิตามินตัวนี้เป็นกรด เรียกว่า ไนอาซินาไมด์ มารักษาโรคต่างๆ เช่น โรคขาดสมาธิ จิตใจ และอารมณ์กระวนกระวาย หรือพวกจิตซึมเศร้า พวกคนไข้ที่อ่อนเพลียระเหี่ยใจ , พวกตื่นเต้นตกใจง่าย และพวกที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ดี และ ใช้รักษาโรคผิวหนังที่เรียก โรค PELLAGRA ที่เกิดจากขาดวิตามิน B3 เรื้อรังมานาน จนเกิดโรครุนแรงขึ้นได้ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิตามินเอ</title>
		<link>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 04:08:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>sinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิตามิน ยา วัคซีน อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[Vitamin A]]></category>
		<category><![CDATA[Vitamin เอ]]></category>
		<category><![CDATA[กิน วิตามิน เอ อย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[กิน วิตามินเอ อย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ทาน วิตามิน เอ อย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ทาน วิตามินเอ อย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์ วิตามินเอ]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามิน A]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินเอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sinya.familysiam.com/?p=220</guid>
		<description><![CDATA[วิตามินเอ ร่างกายได้รับวิตะมิน A จาก 2 ทาง คือ จากสารอาหารที่มีวิตะมิน เช่น ตับ, นม, ไต, หัวแครอท จากพืชที่มีสาร BETA- CAROTENE (เบต้าแคโรทีน) เมื่อดูดซึมเข้าทางลำไส้ในรูปของ RETINALDEHYDE เมื่อดูดซึมเข้าไปแล้วดูด ENZYME ALDEHYDEREDUCTOSE เป็น RETINOL ไปเก็บสะสมไว้ที่ตับ จากการสังเคราะห์ในร่างกายของมนุษย์ วิตะมิน A มีอยู่มากใน ตับ , น้ำมันตับปลา ไต พืช ที่มีสารแคโรทีน ได้แก่ หัวผักกาดดอง, แครอท, ถั่วฝักยาว, บร๊อคเคอรี่, มะเขือเทศ, ถั่ว, ผักกาดแก้ว, หน่อไม้ฝรั่ง(แอสปารากัส) เนย เมื่อร่างกายขาดวิตะมิน A จะเป็นเช่นไร มองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน [ NIGHT BLINDNESS ] และหากขาดมาก ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิตามินเอ </p>
<p>ร่างกายได้รับวิตะมิน A จาก 2 ทาง คือ<br />
จากสารอาหารที่มีวิตะมิน เช่น ตับ, นม, ไต, หัวแครอท จากพืชที่มีสาร BETA- CAROTENE (เบต้าแคโรทีน) เมื่อดูดซึมเข้าทางลำไส้ในรูปของ RETINALDEHYDE เมื่อดูดซึมเข้าไปแล้วดูด ENZYME ALDEHYDEREDUCTOSE เป็น RETINOL ไปเก็บสะสมไว้ที่ตับ<br />
จากการสังเคราะห์ในร่างกายของมนุษย์<br />
วิตะมิน A มีอยู่มากใน</p>
<p>ตับ , น้ำมันตับปลา<br />
ไต<br />
พืช ที่มีสารแคโรทีน ได้แก่ หัวผักกาดดอง, แครอท, ถั่วฝักยาว, บร๊อคเคอรี่, มะเขือเทศ, ถั่ว, ผักกาดแก้ว, หน่อไม้ฝรั่ง(แอสปารากัส)<br />
เนย<br />
เมื่อร่างกายขาดวิตะมิน A จะเป็นเช่นไร</p>
<p>มองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน [ NIGHT BLINDNESS ] และหากขาดมาก ๆ อาจจะทำให้ถึงขั้นตาบอดได้ โดยเยื่อบุตาดำจะเป็นแผล [KERATOMALACIA]<br />
เยื่อบุตาขาว [CONJUNCTIVA] จะแห้ง และอาจจะมีแผ่นเยื่อที่ตาขาว [BITÔT SPOTS]<br />
ผิวหนังจะแห้ง และหนาขึ้นเป็นขุย ๆ ตกกระ<br />
ร่างกายได้รับวิตะมิน A มากเกินขนาด ผลที่เกิดขึ้น</p>
<p>ถ้าบริโภค พืช ที่มี CAROTENE สูงอยู่เป็นประจำ เช่น มะละกอสุก , หัวผักกาดแดง ก็จะเกิดภาวะ CAROTENE สูงในเลือด และไปทำให้ผิวหนัง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เป็นสีเหลือง แต่ตาขาวจะไม่เหลือง<br />
ในพวกที่บริโภคสารอาหารที่มีวิตะมิน A เข้าไปมากในครั้งเดียว จะมีอาการปวดท้อง, อาเจียน, คลื่นไส้ ปวดศีรษะ มึนงง, ในทารกจะเห็นรอยเปิดของกระหม่อมนูนขึ้น ผิวหนังจะลอกหลุด<br />
ผู้ที่บริโภควิตะมิน A ทุกวัน วันละ 25,000 UNIT สักระยะหนึ่งจะเกิดอาการปวดกระดูก, ปวดข้อ, ผมร่วง, ริมฝีปากแห้งแตกเป็นร่องๆ, เบื่ออาหาร, ความดันในกะโหลกสูงทำให้ปวดศีรษะเส้นเลือดจะเปราะ, โลหิตจาง, หงุดหงิด ผิวหนังแห้งคัน</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลไทยนครินทร์<br />
โดย :<br />
น.พ.ครรชิต อมาตยกุล<br />
อายุรแพทย์ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sinya.familysiam.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

